| ทำความรู้จักตราสารอนุพันธ์และตลาดอนุพันธ์
อนุพันธ์คืออะไร
อนุพันธ ์ คือ ตราสารทางการเงินประเภทหนึ่งซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาหรือข้อตกลงที่จะซื้อหรือขายสินค้าในราคา ปริมาณ และเงื่อนไขอื่นที่ตกลงกันไว้ โดยจะทำการส่งมอบสินค้ากันในอนาคต ทั้งนี้ มูลค่าของอนุพันธ์ขึ้นอยู่กับมูลค่าของสินค้าที่ตกลงซื้อขาย หากมูลค่าของสินค้านั้นเปลี่ยนแปลงไป อนุพันธ์ก็จะมีมูลค่าเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
ตัวอย่างของสิ่งที่พบในชีวิตประจำวันซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับอนุพันธ์
ใบจองซื้อรถยนต์
คูปองของโรงแรม
คำอธิบายตัวอย่างในส่วนต่อไป อาจช่วยให้เข้าใจความหมายของอนุพันธ์ได้มากขึ้น
ตัวอย่าง : ใบจองซื้อรถยนต์
นาย ก. ไปงานแสดงรถยนต์ ถูกใจรถยี่ห้อหนึ่ง จึงชำระเงิน 10,000 บาท เพื่อจองซื้อรถในราคาที่แสดงไว้ คือ 1,000,000 บาท โดยมีกำหนดรับรถในอีก 3 เดือนข้างหน้า บริษัทได้ออกใบจองให้แก่นาย ก.
ใบจองนี้เทียบเคียงได้กับอนุพันธ์ เนื่องจากเป็นสัญญาที่จะซื้อขายรถยนต์ในเงื่อนไขที่ตกลงกัน โดยจะส่งมอบรถยนต์ในอนาคต ทั้งนี้ มูลค่าของใบจองขึ้นอยู่กับราคารถยนต์ เช่น หลังงานแสดงรถยนต์ บริษัทปรับราคารถขึ้นเป็น 1,100,000 บาท แต่นาย ก. จะซื้อรถได้ในราคาเพียง 1,000,000 บาทตามที่ตกลงกันไว้ จึงอาจกล่าวได้ว่า มูลค่าของใบจองหลังงานแสดง เพิ่มขึ้น 100,000 บาท เมื่อราคารถยนต์เพิ่มเป็น 1,100,000 บาท
ตัวอย่าง : คูปองของโรงแรม
ราคาห้องพักต่อคืนของโรงแรมแห่งหนึ่งเท่ากับ 5,000 บาทในช่วงฤดูท่องเที่ยว หรือเท่ากับ 3,000 บาทนอกฤดูท่องเที่ยว โรงแรมแห่งนี้เข้าร่วมงานมหกรรมเที่ยวทั่วไทย และเสนอขายคูปองห้องพักในราคาเพียง 2,000 บาท โดยลูกค้าจะนำคูปองไปใช้ในช่วงเวลาใดก็ได้ตลอดปี 2545 คูปองนี้เทียบเคียงได้กับอนุพันธ์ เนื่องจากเป็นข้อตกลงทีจะให้เข้าพักในโรงแรมได้ในราคาที่ตกลงกัน โดยลูกค้าจะใช้บริการในอนาคต หากลูกค้าใช้คูปองเข้าพักในโรงแรมในช่วงฤดูท่องเที่ยว นั่นหมายความว่าลูกค้าได้รับส่วนลดจากโรงแรม 3,000 บาทกรณีที่ลูกค้าใช้คูปองเข้าพักในโรงแรมนอกฤดูท่องเที่ยว นั่นหมายความว่าลูกค้าได้รับส่วนลดจาก โรงแรม 1,000 บาท
อนุพันธ์มีลักษณะอย่างไร
1.. อนุพันธ์เป็นสัญญาที่มีสินค้าอ้างอิง
สินค้าอ้างอิง (Underlying Assets)
คือ สินค้าที่ผู้ซื้อและผู้ขายอนุพันธ์ตกลงซื้อขายกันในวันนี้และจะต้องนำมาส่งมอบในอนาคตตามเงื่อนไขในสัญญา ทั้งนี้สัญญาจะมีการกำหนดลักษณะของสินค้าอ้างอิงไว้อย่างละเอียดและชัดเจน โดยทั่วไป มีการแบ่งอนุพันธ์ตามประเภทสินค้าอ้างอิงออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้
อนุพันธ์สินค้าโภคภัณฑ์ ( Commodity Derivatives ) เช่น อนุพันธ์ของสินค้าอ้างอิงที่เป็น
สินค้าเกษตร เช่น ข้าว ข้าวโพด กาแฟ เป็นต้น
สินค้าด้านพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซ เป็นต้น
โลหะ เช่น อลูมิเนียม ทอง ดีบุก เป็นต้น
อนุพันธ์ทางการเงิน ( Financial Derivatives ) เช่น อนุพันธ์ของสินค้าอ้างอิงที่เป็น
ตราสารทุน เช่น หุ้น ดัชนีราคาหุ้น เป็นต้น
ตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น
เงินตราต่างประเทศ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ เป็นต้น
2. อนุพันธ์เป็นสัญญาที่มี Leverage
เพื่อให้เข้าใจลักษณะของ Leverage ขอยกตัวอย่างดังนี้
เปรียบเทียบการใช้เงินลงทุน 100 บาท เพื่อซื้อ Warrant ของหุ้น ABC ซึ่งเป็นอนุพันธ์ทางการเงินประเภทหนึ่ง กับการใช้เงินจำนวนเท่ากันเพื่อซื้อหุ้น ABC โดยตรง
| กรณี กำไร 3 เดือนข้างหน้า |
|
หุ้น
เงินทุน 100 บาท ซื้อหุ้น 1 ตัว ๑ 100 บาท
หุ้น กำไร 10 บาท มูลค่าหุ้น 110 บาท
ดังนั้นมีกำไร 10 บาท : 1 หุ้น (10%) |
|
Warrant
เงินทุน 100 บาทซื้อ warrant ได้ 5 หน่วย
ถ้าได้กำไร 5 บาท มูลค่าวอแรนท์ 25 บาท
กำไร 25 บาท (5 บาท : 1 หน่วย) (25%) |
| กรณี ขาดทุน 3 เดือนข้างหน้า |
|
หุ้น
เงินทุน 100 บาท ซื้อหุ้น 1 ตัว ๑ 100 บาท
หุ้น ขาดทุน 10 บาท มูลค่าหุ้น 90 บาท
ดังนั้นขาดทุน 10 บาท : 1 หุ้น (10%) |
|
Warrant
เงินทุน 100 บาทซื้อ warrant ได้ 5 หน่วย
ถ้าได้ขาดทุน 5 บาท มูลค่าวอแรนท์ 15 บาท ขาดทุน 25 บาท (5 บาท : หน่วย) คูณ 5 หน่วย 25% |
จากตัวอย่าง จะเห็นได้ว่าการซื้อขายอนุพันธ์ใช้เงินทุนเริ่มต้นในจำนวนที่น้อยกว่าการลงทุนโดยตรงในสินค้าอ้างอิงกรณีที่มีกำไรจากการซื้อขายอนุพันธ์ เมื่อเทียบกับเงินทุนเริ่มต้นที่ต่ำดังกล่าว อัตราผลกำไรจึงเป็นอัตราที่สูง ในทางตรงกันข้าม กรณีที่เกิดผลขาดทุนจากอนุพันธ์ อัตราผลขาดทุนก็เป็นอัตราที่สูงเช่นกัน ลักษณะดังกล่าว เรียกว่า Leverage
3. อนุพันธ์เป็นสัญญาที่มีอายุจำกัด
อนุพันธ์เป็นสัญญาหรือข้อตกลงที่มีกำหนดเวลาชัดเจน เช่น 1 เดือน 2 เดือน 3 เดือน หรือ 1 ปี เป็นต้น การปฏิบัติตามข้อผูกพันหรือการรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในสัญญาจะต้องกระทำภายในระยะเวลาที่กำหนดนั้น เช่น อนุพันธ์ที่เป็นสัญญาให้สิทธิซื้อหุ้นในอีก 1 เดือนข้างหน้า ผู้ซื้อสัญญาอนุพันธ์ต้องซื้อหุ้นภายในระยะเวลาดังกล่าว เมื่อพ้นกำหนดแล้ว สัญญาจะหมดอายุและสิทธิของผู้ซื้อสัญญาจะหมดไปด้วย ดังนั้น ผู้ที่ต้องการซื้อขายสัญญาอนุพันธ์ จึงต้องคำนึงถึงลักษณะข้อนี้เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน
ประเภทของอนุพันธ์ที่มีซื้อขายโดยทั่วไป
1. Forwards
เป็นสัญญาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ที่จะซื้อจะขายสินค้าอ้างอิง โดยตกลงราคากันในวันนี้ เพื่อส่งมอบสินค้าและชำระเงินในอนาคต การตกลงซื้อขายสัญญาเกิดขึ้นได้โดยไม่จำกัดสถานที่ หรือเรียกว่า ซื้อขายแบบ Over-the-counter (OTC) และมีการกำหนดรายละเอียดของสัญญาตามความต้องการระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย
2. Futures
เป็นสัญญา Forwards ประเภทหนึ่ง คือ เป็นสัญญาที่จะซื้อจะขายสินค้าอ้างอิง โดยตกลงราคากันในวันนี้ เพื่อส่งมอบสินค้าและชำระเงินในอนาคต Futures แตกต่างจาก Forwards ตรงที่ Futures เป็นสัญญาที่ซื้อขายในศูนย์ซื้อขายอนุพันธ์ ลักษณะของสัญญาจึงเป็นแบบมาตรฐาน กล่าวคือ ศูนย์ซื้อขายอนุพันธ์จะกำหนดรายละเอียดของสัญญาไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน
3. Options
เป็นสัญญาระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย คือ ผู้ซื้อและผู้ขาย โดยผู้ขายให้สิทธิแก่ผู้ซื้อ ที่จะซื้อ (หรือขาย) สินค้าอ้างอิง ตามจำนวน ราคา และภายในระยะเวลาที่ระบุในสัญญา ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินค่าซื้อสัญญาสิทธิดังกล่าว ที่เรียกว่า ค่าพรีเมียม ( Premium ) ให้กับผู้ขายเพื่อแลกกับการได้สิทธินั้น ผู้ซื้อจะใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้ แต่ผู้ขาย มีภาระ ต้องปฏิบัติตามสัญญา คือ ขายสินค้าให้ (หรือซื้อสินค้าจาก) ผู้ซื้อ เมื่อผู้ซื้อ ใช้สิทธิ ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญา
4. Swap
เป็นข้อตกลงระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย ที่จะทำการแลกเปลี่ยนกระแสเงินสดในอนาคต เช่น
บริษัท ก. ซึ่งมีภาระดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราลอยตัว ต้องการแลกเปลี่ยนเป็นภาระดอกเบี้ยในอัตราคงที่กับบริษัท ข. ข้อตกลงเช่นนี้เรียกว่า Interest Rate Swap บริษัท ค. ซึ่งมีเงินกู้เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ต้องการแลกเปลี่ยนเป็นเงินสกุลบาทกับบริษัท ง. ข้อตกลงเช่นนี้เรียกว่า Currency Swap
ประโยชน์ของตลาดอนุพันธ์
1.ช่วยในการคาดการณ์ราคาสินค้าในอนาคต ( Price Discovery )
การซื้อขายอนุพันธ์เป็นการตกลงราคากันในวันนี้เพื่อส่งมอบสินค้าอ้างอิงในอนาคต จึงเป็นราคาที่สะท้อนความต้องการซื้อหรือขายสินค้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งสามารถนำมาใช้อ้างอิงในการตัดสินใจผลิตสินค้า ลงทุน หรือจัดสรรทรัพยากร ให้ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่าง ชาวนาเคยใช้ราคาข้าวปีที่แล้วเพื่อตัดสินใจเพาะปลูกข้าวในปีต่อไป แต่ในความเป็นจริง ราคาซื้อขายข้าวของปีใดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น สภาพดินฟ้าอากาศในปีนั้น ราคาข้าวในตลาดโลก เป็นต้น เท่าที่ผ่านมา ชาวนาจึงวางแผนเพาะปลูกข้าวได้ไม่ดีเท่าที่ควร เช่น เห็นว่าราคาข้าวสูงเมื่อปีก่อน ปีนี้ก็เพาะปลูกมากจนข้าวล้นตลาด ทำให้ราคาข้าวในปีนี้ตกต่ำ เป็นต้หากมีตลาดอนุพันธ์ ชาวนาจะทราบราคาของสัญญาซื้อขายข้าวล่วงหน้า ซึ่งจะทำให้สามารถคาดการณ์ราคาข้าวในอนาคตและวางแผนเพาะปลูกข้าวได้ดียิ่งขึ้น
2. ช่วยในการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคา ( Risk Management)
ตลาดอนุพันธ์เป็นช่องทางในการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าอ้างอิง (Price Risk) สำหรับผู้ที่ครอบครองสินค้าหรือผู้ที่ต้องการสินค้าในอนาคตแต่เกรงว่าราคาสินค้าจะผันผวน และต้องประสบผลขาดทุนหรือมีต้นทุนสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น
ตัวอย่าง โรงกลั่นน้ำมันเกรงว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดจะสูงขึ้นในอีก 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งอาจทำให้ต้องซื้อน้ำมันดิบในราคาแพง และมีต้นทุนสูงขึ้น การมีตลาดอนุพันธ์จะช่วยให้โรงกลั่นบริหารความเสี่ยงได้ โดยโรงกลั่นนี้สามารถ ซื้อ Futures ของน้ำมันดิบอายุ 3 เดือน เพื่อตรึงราคาน้ำมันดิบไว้ และรู้ต้นทุนที่แน่นอนตั้งแต่วันนี้ โดยไม่ต้องกังวลว่าราคาน้ำมันดิบในอีก 3 เดือนจะปรับตัวสูงขึ้น
ประเภทของตลาดอนุพันธ์
ตลาดอนุพันธ์ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
Over The Counter (OTC)
- การตกลงซื้อขายที่คู่สัญญาติดต่อกันโดยตรง หรือติดต่อผ่านคนกลาง
- กำหนดรายละเอียดสัญญาตามความต้องการของคู่สัญญา (Tailor-made)
ศูนย์ซื้อขายอนุพันธ์ ( Derivatives Exchange )
- เป็นศูนย์ซื้อขายที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ
- ซื้อขายผ่านระบบที่ศูนย์ซื้อขายจัดให้มีขึ้น ซึ่งอาจเป็นแบบตกลงซื้อขายในห้องค้า
( Open Outcry ) หรือ ซื้อขายผ่านระบบคอมพิวเตอร์
- มีการกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ชัดเจน เช่น ลักษณะของสัญญาที่เป็นมาตรฐาน วิธีการซื้อขาย การชำระราคาและส่งมอบ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลอย่างทั่วถึงด้วย
การซื้อขายแบบ OTC และการซื้อขายในศูนย์ซื้อขายอนุพันธ์
การซื้อขายอนุพันธ์แบบ OTC เป็นการตกลงกันระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย สัญญาจึงเป็นลักษณะเฉพาะเจาะจง เพื่อให้ตรงกับความต้องการของคู่สัญญา ความเสี่ยงของการซื้อขายอยู่ที่คู่สัญญาอาจบิดพริ้ว ไม่ปฏิบัติตามสัญญา นอกจากนี้ หากต้องการยกเลิกข้อตกลง จะทำได้ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งยินยอมด้วยเท่านั้น การซื้อขายอนุพันธ์แบบนี้จึงมีสภาพคล่องต่ำ
การซื้อขายในศูนย์ซื้อขายอนุพันธ์ จะมีสำนักหักบัญชีเป็นคู่สัญญาของผู้ซื้อและผู้ขาย ผู้ลงทุนจึงไม่ต้องกังวลว่าคู่สัญญาจะบิดพริ้ว ไม่ปฏิบัติตามสัญญา การมีสำนักหักบัญชีเป็นคู่สัญญา ยังช่วยให้การซื้อขายมีความคล่องตัวมากกว่า ผู้ลงทุนสามารถล้างภาระผูกพันตามสัญญา โดยการทำรายการซื้อหรือขายในลักษณะตรงกันข้ามกับรายการที่เคยทำไว้ผ่านศูนย์ซื้อขายอนุพันธ์ โดยไม่ต้องไปหาคู่สัญญาเดิม
การใช้ประโยชน์จากอนุพันธ์
1. เพื่อบริหารความเสี่ยง
ผู้ลงทุนที่มีสินทรัพย์ เช่น หุ้น ในความครอบครอง จะมีความเสี่ยง เนื่องจากราคาของสินทรัพย์นั้นอาจเปลี่ยนแปลงไปแล้วทำให้สินทรัพย์ที่ผู้ลงทุนถือครองอยู่มีมูลค่าลดลง
ผู้ลงทุนสามารถใช้อนุพันธ์เพื่อป้องกันผลขาดทุนหรือประกันราคา
2. เพื่อหากำไรจากส่วนต่างของราคา
ผู้ลงทุนที่ไม่ได้ถือครองสินทรัพย์ สามารถใช้อนุพันธ์เพื่อสร้างผลตอบแทนได้ โดยซื้อขายอนุพันธ์ตามการคาดการณ์เกี่ยวกับทิศทางของตลาด
การซื้อขายอนุพันธ์เพื่อหากำไรจากส่วนต่างของราคา อาจประสบผลขาดทุน หากคาดการณ์ทิศทางของตลาดผิด
ความเสี่ยงของการซื้อขายอนุพันธ์
ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงสูง
การที่อนุพันธ์มีลักษณะเป็นตราสารที่มี Leverage ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ถึงแม้จะมีข้อดีที่ผู้ลงทุนมีโอกาสได้กำไรในอัตราที่สูงมาก ในทางตรงกันข้าม ผู้ลงทุนก็มีโอกาสที่จะประสบผลขาดทุนได้ในอัตราที่สูงมากเช่นกัน
ความผันผวนของภาวะตลาด
เมื่อปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป อาทิ การขึ้นลงของอัตราดอกเบี้ย จะส่งผลให้ราคาสินค้าอ้างอิงและราคาอนุพันธ์มีความผันผวนตามไปด้วย ผู้ลงทุนจึงมีโอกาสที่จะประสบผลขาดทุนได้
|